Precision Dietz l Phone: 66-081-318 6700, 66-090-107 6565, 66-086-801-7204

ปัญหาใหญ่ของการระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้ คือจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนขนาดที่ว่าโรงพยาบาลต่างๆ ขยายศักยภาพ และจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาจำนวนมากแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้ทั้งหมด

ปัญหาใหญ่ของการระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้ คือจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนขนาดที่ว่าโรงพยาบาลต่างๆ ขยายศักยภาพ และจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาจำนวนมากแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้ทั้งหมด

ปัญหาใหญ่ของการระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้ คือจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนขนาดที่ว่าโรงพยาบาลต่างๆ ขยายศักยภาพ และจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาจำนวนมากแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ดีหากดูในรายละเอียดจริงๆ จะพบว่ากว่า 80% ของผู้ติดเชื้อเป็นผู้ป่วย “กลุ่มสีเขียว” ที่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการเล็กน้อย ส่วนผู้ป่วย “กลุ่มสีเหลือง” ที่อาการปานกลางจะมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 15% และผู้ป่วย “กลุ่มสีแดง” ที่มีอาการรุนแรง จะมีสัดส่วนประมาณ 5%

ที่ผ่านมาเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อของไทยยังน้อย นโยบายการดูแลผู้ป่วยจึงเน้นให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด แต่เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นจนเกินศักยภาพที่โรงพยาบาลจะรับได้ ก็มีความจำเป็นต้องปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ดังนั้นในระยะ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนจะได้ยินคำว่า Home Isolation และ Community Isolation กันบ่อยมากขึ้น ซึ่งมีหลักการคือให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวรักษาตัวอยู่ที่บ้านหรือในชุมชน พร้อมกับมีการติดตามดูแลโดยโรงพยาบาลผ่านระบบ Telemedicine

ส่วนเตียงในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนาม จะเน้นรับผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงแทน ซึ่งหากทำสำเร็จได้เช่นนี้ ก็จะทำให้มีเตียงเหลือเพียงพอสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ไม่มีภาพคนป่วยหนักนอนซมรอความช่วยเหลืออยู่ที่บ้านให้เห็นอีก

ทั้งนี้ การรักษาตัวที่บ้านค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ของไทย และเพิ่งเริ่มคิกออฟกันอย่างจริงจังได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โรงพยาบาลหรือคลินิกหลายแห่งจึงอาจจะยังติดขัด และต้องใช้ระยะเวลาอีกเล็กน้อยกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง

อย่างไรก็ตาม ได้มีตัวอย่างดีๆ จาก “โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา” ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นและต้องทำ Home Isolation เหมือนพื้นที่อื่นๆ แต่ด้วยการนำระบบไอทีมาช่วย ก็ทำให้การบริหารจัดการเตียงและการติดตามดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พญ.เสาวลักษณ์ ชาวโพนทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านลูกค้าสัมพันธ์ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ให้ข้อมูลว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ยังใช้การตรวจแบบ RT-PCR พบผู้ติดเชื้อเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 4 ราย แต่เมื่อกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปลดล็อกให้ใช้ชุดตรวจแบบ Antigen Test Kit ก็ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นวันละประมาณ 30 ราย

ขณะที่การจัดการเตียงนั้น เดิมทีโรงพยาบาลรับแอดมิดหมด แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เตียงเต็มถึงขนาดที่เปิดโรงพยาบาลสนามเพิ่มเตียงก็ “เต็มหมดภายในวันเดียว”

ด้วยเหตุนี้จึงต้องบริหารจัดการเตียงเสียใหม่ โดยจัดหมวดหมู่ให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้าน ในส่วนที่โรงพยาบาลดูแลติดตามอาการอยู่กว่า 100 ราย ทำให้สามารถเก็บเตียงในโรงพยาบาลไว้สำหรับคนไข้ที่ต้องการจริงๆ

สำหรับคนที่รักษาตัวที่บ้านนั้น จะต้องเอกซเรย์ปอดก่อนเพื่อคัดกรองว่าจะไม่มีแนวโน้มอาการหนักในอนาคต จากนั้นจะให้ยาไว้ที่บ้านสำหรับรักษาตามอาการ เช่น ฟ้าทะลายโจร ยาลดไข้ ลดน้ำมูก ยาแก้ไอ รวมทั้งมีถุงยังชีพและส่งอาหารให้วันละ 3 มื้อ

ในส่วนของอาหาร จะจ้างเหมาจากร้านค้าในพื้นที่และให้รับผิดชอบส่งถึงบ้านผู้ป่วยวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้า 1 ครั้ง และตอนเที่ยงอีก 1 ครั้ง โดยตอนเที่ยงจะรวมมื้อเที่ยงและมื้อเย็นไว้ด้วยกัน

ขณะที่กระบวนการติดตามดูแลอาการผู้ป่วยที่บ้าน โรงพยาบาลจะใช้โปรแกรม Telemedicine ที่ชื่อว่า “Covid Tracker” ซึ่งพัฒนาโดย พงษ์ชัย เพชรสังหาร กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท พรีซีชั่นไดเอทซ์ จำกัด โดยได้รับสนับสนุนทุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

ในการทำงานนั้น คนไข้จะได้รับแจกเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายและเครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว เพื่อวัดค่าต่างๆ แล้วให้คนไข้ล็อกอินผ่าน Line official แล้วส่งข้อมูลมาให้โรงพยาบาล

“คนไข้จะส่งข้อมูลอุณหภูมิร่างกาย และค่าออกซิเจนในเลือดวันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00 และ 15.00 น. ซึ่งในโปรแกรมก็จะออกแบบ user interface ให้ใช้งานง่าย โดยมีช่องให้ติ๊กเครื่องหมาย เช่น ติ๊กว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน เราให้เปิด GPS ด้วยเพื่อดูว่าอยู่บ้านจริง แล้วก็จะมีแบบฟอร์มให้เลือกติ๊กตามอาการ เช่น อาการไข้ แน่นหน้าอก อุณภูมิ ชีพจร ออกซิเจนในเลือด”

“เมื่อคนไข้ติ๊กอาการของตัวเอง ข้อมูลก็จะวิ่งมาโรงพยาบาลแล้วประมวลผลจัดหมวดหมู่ไว้ เช่น ถ้าใครติ๊กว่าอุณหภูมิเกินมาตรฐาน ค่าออกซิเจนต่ำ ระบบก็จะแจ้งเตือน ทำให้โรงพยาบาลสามารถมอนิเตอร์คนไข้ได้ในจำนวนมากๆ เพราะระบบจะประมวลผลมาให้หมด เป็นหมวดหมู่และรวดเร็ว” พญ.เสาวลักษณ์ ระบุ

ทั้งนี้เมื่อระบบแจ้งเตือนแล้ว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะโทรกลับไปสอบถามอาการ โดยอาจให้วัดไข้ วัดระดับออกซิเจนให้ดู แล้วให้ออกกำลังกายลุกนั่งเพื่อดูว่าระดับออกซิเจนในเลือดลดลงหรือไม่ หากลดลงก็แสดงว่ามีความผิดปกติ อาจเป็นปอดบวม โรงพยาบาลก็จะส่งรถไปรับ และมี Fast Track ให้ไม่ปะปนกับคนไข้อื่นๆ และถ้าต้องนอนโรงพยาบาลก็จะเตรียมเตียงไว้ให้

“โปรแกรมนี้เราใช้มาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก แต่พอมีเรื่อง Home Isolation เข้ามาก็เอามาปรับปรุงฟีเจอร์ต่างๆ ให้เหมาะสมและง่ายต่อการใช้งาน โดยทดลองที่โรงพยาบาลเราก่อน แล้วทางคุณพงษ์ชัยก็ถอดบทเรียนและเอาไปให้ที่อื่นใช้ฟรี หลักๆ มันก็คือระบบ Tele-monitoring ที่ช่วยให้การบริหารจัดการเตียงดีขึ้น”

“ถ้าเราสามารถแยกกลุ่มสีเขียวออกไป แล้วโรงพยาบาลมีแต่กลุ่มสีเหลืองและสีแดง เตียงถึงจะพอ ซึ่งพอบริหารจัดการแบบนี้แล้วก็ทำให้ดูแลผู้ป่วยและบริหารจัดการเตียงได้ดีขึ้นมาก ไม่มีคนไข้อาการปานกลางหรือหนัก นอนหอบอยู่ที่บ้านแบบที่ปรากฎในโซเชียลมีเดีย” พญ.เสาวลักษณ์ กล่าว

พญ.เสาวลักษณ์ ยังให้ข้อมูลว่า นอกจากระบบการติดตามอาการผู้ป่วยและการบริหารจัดการเตียงแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการคือความเข้มแข็งของเครือข่ายปฐมภูมิในพื้นที่ โดยโรงพยาบาลทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการติดตามดูแลผู้ที่รักษาตัวที่บ้าน คอยสอบถามว่ามีปัญหาอะไร ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่

ขณะเดียวกันเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ ก็จะช่วยทำความเข้าใจกับชุมชน เพราะในช่วงแรกผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวที่บ้านก็ถูกชุมชนรังเกียจ กลัวว่าจะติดเชื้อตามไปด้วย ทาง รพ.สต. จึงลงไปพูดคุยและดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาช่วยดูแลทำให้ชุมชนมีความเข้าใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ในระยะต่อไปโรงพยาบาลก็วางแผนทำ Community Isolation สำหรับคนที่ที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม ซึ่งจะนำตัวไปพักรวมกันใน Community Isolation โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นเจ้าภาพ มีอำเภอร่วมดูแล และเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเพื่อทำ Tele-monitoring เหมือน Home Isolation ด้วยเช่นกัน
——————————
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.thecoverage.info/news/content/1988